น้ำยาล้างรถ ยี่ห้อไหนดี? (5 อันดับน้ำยาล้างรถ ที่ดีที่สุด 2565)

น้ำยาล้างรถยี่ห้อไหนดี
จะล้างรถเองทั้งที แล้วจะใช้น้ำยาล้างรถยี่ห้อไหนดีล่ะ 🙂

สำหรับคนรักรถแล้ว แน่นอนว่าเราก็ต้องดูแลทะนุถนอมรถของเราเป็นอย่างดี ซึ่งการดูแลรักษารถยนต์ของแต่ล่ะคน ก็มีหลายกรรมวิธีมากๆ ไม่ว่าจะเป็น การตรวจเช็กสภาพรถ เช็กสภาพยางรถยนต์ เปลี่ยนยาง เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ซ่อมเบรก หรืออะไรต่างๆ อีกมากมาย แต่วิธีการเหล่านั้นล้วนแล้วต้องไปศูนย์บริการ ห้างร้านต่างๆ ทั้งสิ้น แต่มี 1 วิธีที่เราทำเองได้ นั่นก็คือ การล้างรถยนต์ที่บ้าน แต่ว่าจะต้องล้างแบบไหน แล้วใช้น้ำยาล้างรถยี่ห้อไหนดี วันนี้เราจะมาหาคำตอบกัน

บทความนี้เราจะมาดูกันว่า น้ำยาล้างรถประเภทแชมพูที่ดีที่สุดในตอนนี้มียี่ห้อไหนบ้าง แถมด้วย วิธีการล้างรถง่ายๆ 4 ขั้นตอน ที่ใครๆ ก็ทำได้ แถมได้ออกกำลังเผาผลาญไขมันไปในตัวอีกด้วยนะ 😀

5 อันดับ น้ำยาล้างรถประเภทแชมพูที่ดีที่สุดในปี 2565

1. 3M ผลิตภัณฑ์แชมพูล้างรถผสมแว๊กซ์

3M Car Wash With Wax

ผลิตภัณฑ์แชมพูล้างรถสูตรผสมแวกซ์ ทั้งล้างและเคลือบเงาในขั้นตอนเดียว สูตรพัฒนาพิเศษสำหรับรถยนต์ ช่วยขจัดคราบสกปรก คราบฝุ่นละออง คราบน้ำมัน โดยไม่ทำลายพื้นผิวรถยนต์ ด้วยนวัตกรรมพิเศษเฉพาะ 3M Technology Gloss Agent ช่วยเพิ่มความเงา ให้ความเงางามหลังการล้าง เพื่อให้รถสะอาด เงางาม ล้างและเช็ดออกง่าย ไม่ทิ้งคราบ กลิ่นหอมอีกด้วย

2. แชมพู Carlack Shampoo 2 in 1

Carlack Shampoo 2 in 1

ทำความสะอาดได้อย่างดีทุกคราบที่ติดรถเลยก็ว่าได้ ทั้งคราบน้ำมัน ฝุ่นต่างๆ ก็ล้างออกได้ง่ายๆ โดยไม่เป็นอันตรายต่อสีรถและไม่เป็นอันตรายต่อผิวเราด้วย Carlack ถือผลิตภัณฑ์แชมพูล้างรถที่เรียกได้ว่าคุ้มค่า ราคาเป็นมิตร เข้มข้น ฟองเยอะ เพิ่มความเงางาม หลังล้างเสร็จ ไม่ต้องลง wax เพิ่มเติมอีก น่าเป็นที่ถูกใจของผู้ใช้หลายคนทีเดียวครับ

3. แชมพูล้างรถ คาร์โก้ (Carglo)

แชมพูล้างรถ Carglo

เป็นหนึ่งในชื่อที่คุ้นหูคนที่เคยๆ ล้างรถมากที่สุดยี่ห้อหนึ่ง คุณสมบัติที่มีเหมือนกับทุกๆ ยี่ห้อก็ทำความสะอาดได้อย่างดี ทั้งคราบน้ำมัน คราบฝุ่นละอองต่างๆ แชมพูล้างรถคาร์โก้เป็นหนึ่งในแชมพูล้างรถที่มีเคลือบเงาในตัว และแถมยังล้างน้ำเปล่าออกได้ง่ายอีกด้วย แต่ข้อเสียของยี่ห้อนี้ อาจจะติดตรงที่กลิ่นให้เลือกน้อย แต่เรื่องความสะอาด และเคลือบเงาสีรถเพื่อปกป้องรถของเรา จัดว่าทำได้ดีมากเลยทีเดียว

4. Karshine แชมพูล้างรถ Karshine กลิ่นมะนาว

Karshine Car Shampoo

น้ำยาล้างรถยี่ห้อ Karshine มากับกลิ่นที่หอม สะอาด กับกลิ่นมะนาว ขจัดสิ่งสกปรกต่างๆ ที่เกาะติดอยู่บนผิวรถยนต์ได้ ช่วยให้ผิวสีรถยนต์ดูเงางาม ทำความสะอาดได้ง่าย และช่วยประหยัดเวลาได้มากขึ้น จุดเด่นของยี่ห้อนี้คงจะเป็นตัวฟองที่หลังจากผสมน้ำแล้ว จะมีความละเอียดมากยี่ห้อหนึ่งเลย ซึ่งมันจะไม่ทำลายผิวหรือสีรถยนต์ของเรานั่นเอง อีกประเด็นคือใช้ในปริมาณน้อยๆ ก็เพียงพอแล้ว คุณสมบัติอันครบเครื่องนี้ ยี่ห้อ Karshine อาจจะมีราคาสูงกว่ายี่ห้ออื่นๆ เช่นกัน

5. Meguiar’s A2516 Soft Wash Gel แชมพูล้างรถชนิดเจล

Meguiar’s A2516 Soft Wash Gel Car Wash

ยี่ห้อสุดท้ายที่เป็นหนึ่งในยี่ห้อน้ำยาล้างรถที่ดีที่สุด มาในรูปแบบชนิดเจล Meguiar’s A2516 Soft Wash Gel แตกต่างจากแชมพูล้างรถทั่วๆ ไป เพราะมีลักษณะเป็นเจลเข้มข้น อุดมด้วยสารหล่อเลี้ยงผิวสี และเพิ่มประกายความเงาแต่ไม่ทำลายฟิล์มแว็กซ์ที่เคลือบไว้แล้ว ปลอดภัยต่อพื้นผิววัสดุทุกชนิด ใช้ง่าย ประหยัด และได้ผลดีเกินคาด ราคาก็จัดอยู่ในหมวดน้ำยาล้างรถคุณภาพดีที่ราคาสูง แต่ก็คุ้มกับรถที่เรารัก

4 ขั้นตอนล้างรถง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้

ขั้นตอนที่ 1 ล้างคราบสกปรกออกไปด้วยน้ำเปล่า

การฉีดน้ำที่ตัวรถเพื่อชำระสิ่งสกปรกเบื้องต้น รวมถึงพวกเศษดิน หิน หรือทราย วิธีการที่จะแนะนำคือ การฉีดน้ำไปที่รถยนต์ของเรา ควรใช้ฟองน้ำถู เช็ดเบาๆ ตามไปด้วย โดยเริ่มฉีดน้ำบริเวณหลังคารถเป็นอันดับแรก และค่อยๆ เช็ดด้วยฟองน้ำ ฉีดน้ำจากบนลงล่าง และไม่ควรเช็ดแรงๆ เดี๋ยวเศษหิน เศษทรายจะทำให้รถของเราเป็นรอยได้

ขั้นตอนที่ 2 ล้างรถด้วยน้ำยาล้างรถ

ในวิธีที่หลายๆ คนทำ คือนำน้ำยาล้างรถผสมกับน้ำสะอาดในภาชนะที่เราเตรียมไว้ ปริมาณน้ำยาล้างรถก็ขึ้นอยู่กับขนาดของภาชนะ ถัง กะละมัง ก็ต่างใช้น้ำยาล้างรถในปริมาณต่างกันออกไป นั่นคือวิธีการเมื่อใช้น้ำยาล้างรถแบบแชมพู ซึ่งก็มีหลายรุ่นหลายยี่ห้อ ซึ่งได้ยกตัวอย่างของ 5 อันดับน้ำยาล้างรถประเภทแชมพูที่ดีที่สุดในปี 2565 นี้กันไปแล้วด้านบน

แต่นอกจากมีน้ำยาล้างรถแบบแชมพูแล้ว ยังมีอีกแบบหนึ่งเรียกว่าโฟมล้างรถ หรือการล้างรถด้วยโฟม การใช้น้ำยาล้างรถแบบโฟม หรือล้างรถด้วยโฟม เจ้าโฟมล้างรถให้เราเข้าใจว่า โฟมคือโฟม ไม่ใช่ฟองสบู่ น้ำยาล้างรถสำหรับทำโฟม เป็นน้ำยาที่ไม่มีส่วนผสมของกรดเกลือ ตัวโฟมละเอียด แน่น เวลาฉีดไปที่รถแล้วจะไม่ไหลลงพื้นเลย ไม่ใช่แชมพูมาตีฟองแล้วฉีดๆ ไปที่ตัวรถ น้ำยาล้างรถแบบโฟม จะประกอบไปด้วยหัวเชื้อโฟมสูงถึง 90% ทำให้น้ำยาล้างรถแบบโฟมมีราคาสูง และหากไปล้างที่ร้าน หรือศูนย์ให้บริการ ก็ต้องไว้ใจได้ว่าจะไม่ใช้แชมพูธรรมดามาทำเป็นโฟมแล้วฉีดมาที่รถเรา

วิธีการทำงานของโฟมล้างรถ ตัวโฟมละเอียดที่เราฉีดโฟมไปให้ทั่วรถแล้ว หลังจากฉีดน้ำทำความสะอาดเบื้องต้นเรียบร้อย ตัวโฟมก็จะดูดฝุ่น ความสกปรกออกมาจนหมด เนื้อโฟมจะเกาะแน่น เช็ดออกง่าย และเนื้อโฟมจะแห้งช้า ทำให้ไม่มีคราบน้ำ หรือคราบอะไรติดรถ เพราะเราเช็ดมันออกหมดแล้วจนสะอาด น้ำยาล้างรถแบบโฟมนี้จะนำพาความสกปรก ฝุ่น และอะไรต่างๆ ขึ้นมาจากผิวของสีบนรถ พูดอีกอย่างคือ ตอนเช็ดออกโอกาสเกิดรอยขนแมวก็จะน้อยมาก จริงๆ ไม่เกิดรอยขนแมวเลยด้วยซ้ำ

ขั้นตอนที่ 3 ล้างฟองต่างๆ ออกไปให้หมด

หลังจากที่ได้ชะโลมน้ำยาล้างรถไปจนทั่วคันแล้ว ถึงขั้นตอนของการล้างน้ำเปล่า ล้างฟองออกให้สะอาดกัน การล้างน้ำเปล่าก็ไม่ต่างจากขั้นตอนที่ 1 คือควรล้างจากบนลงล่าง ล้างจากส่วนของหลังคารถก่อน แล้วค่อยๆ ไล่ลงมาด้านล่าง ด้านข้าง โดยสามารถใช้ผ้า หรือฟองน้ำจะดีกว่าถูอย่างเบาๆ ตามไปด้วยก็ได้ แต่บางกรณีที่อาจจะล้างคนเดียว และใช้น้ำยาล้างรถแบบแชมพู ถ้าหากจะรอล้างแชมพู ถูแชมพูให้ทั่วคันรถก่อน แล้วค่อยล้างน้ำเปล่า อาจทำให้แชมพูแห้งได้ และทิ้งคราบน้ำไว้บนตัวรถ อาจจะใช้วิธีล้างเป็นส่วนๆ ไปโดยการถูแชมพู และล้างแชมพูด้วยน้ำเปล่าตามไปเลย ซึ่งก็ควรเริ่มจากหลังคารถลงมาเช่นกัน และอีกส่วนห้ามลืมคือ ส่วนของล้อรถยนต์ ยาง และล้อแม็กซ์ ก็ควรล้างให้สะอาดด้วยเช่นกัน

ขั้นตอนที่ 4 เช็ดรถให้แห้ง

ง่ายสุดๆ คือนำผ้าเช็ดรถให้แห้งจากน้ำ ผ้าอะไรก็ได้ที่ดูดซับน้ำได้ดี แต่อยากจะแนะนำผ้าที่ควรใช้ และเหมาะสมมากๆ อย่างเช่น ผ้าไมโครไฟเบอร์ ผ้าชนิดนี้จะดูดซับน้ำได้มากกว่าผ้าชนิดอื่นๆ และไม่ทำให้รถเราเป็นรอยอีกด้วย หลังจากเช็ดให้สะอาดแล้ว จริงๆ น้ำยาเคลือบสีรถ หรือน้ำยาเคลือบเงาก็สำคัญ ซึ่งน้ำยาล้างรถหลายๆ ยี่ห้อก็มีผสมอยู่ในตัวแล้ว นอกจากความสวยงาม ความดูเหมือนใหม่ที่จะได้หลังจากใช้น้ำยาเคลือบเงา ความเงานี่แหละที่ช่วยปกป้องและถนอมสีรถของเราให้อยู่ไปนานๆ

สรุป

วิธีการดูแลรักษารถยนต์ของเรา 1 ในวิธีที่เราทำได้นั่นก็คือการล้างรถ ซึ่งก็ทำเองได้ไม่ยาก แต่ก็ต้องใส่ใจทุกๆ ขั้นตอนด้วย เริ่มตั้งแต่การล้างด้วยน้ำเปล่า การเลือกน้ำยาล้างรถซึ่งมี 2 ประเภท สำหรับบทความนี้ และยังมี 5 อันดับน้ำยาล้างรถที่ดีที่สุดให้ได้ลองเลือกใช้กันอีกด้วย แต่ที่สำคัญก็อย่าลืมนำรถยนต์ของเราเข้าตรวจเช็กสภาพรถอีกทีด้วย และนานๆ ทีก็อาจจะเข้าร้านคาร์แคร์สัก 2 เดือนครั้งก็ถือว่าดี

One Comment

Add a Comment

Your email address will not be published.